วันพุธที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2551

นับ 1 - 10 ก่อนซื้อกล้องดิจิตอล c

"..ผมแนะนำให้ อ่านและทำตาม 10 ข้อนี้นะครับ ก่อนซื้อกล้องดิจิตอล

นับข้อแรก ถามตัวเองก่อนว่าต้องการกล้องมาใช้งานแบบไหน พกพาสะดวก หน้าจอใหญ่ หรือว่าแบตทน เน้นการใช้งานด้านไหนเป็นพิเศษ หากข้อมูลเบื้องต้นก่อน

ข้อสอง ลองเทียบสเปค พร้อมตั้งงบประมาณที่เหมาะสมไว้.."
ผมแนะนำให้ อ่านและทำตาม 10 ข้อนี้นะครับ ก่อนซื้อกล้องดิจิตอล

นับข้อแรก ถามตัวเองก่อนว่าต้องการกล้องมาใช้งานแบบไหน พกพาสะดวก หน้าจอใหญ่ หรือว่าแบตทน เน้นการใช้งานด้านไหนเป็นพิเศษ หากข้อมูลเบื้องต้นก่อน

ข้อสอง ลองเทียบสเปค พร้อมตั้งงบประมาณที่เหมาะสมไว้ กล้องมี 3 แบบใหญ่ๆคือ คอมแพ็ค, DSLR-Like และ DSLR ระดับโปรไปเลย

ข้อสาม ลองค้นหาข้อมูล อ่านรีวิวในเวบ หนังสือ ก่อน เพราะจะได้รู้ข้อเสียที่คนที่ซื้อมาบ่น หรือทราบถึงข้อจำกัด เช่น แบตหมดเร็ว ทำงานช้า ก่อนซื้อจะได้ทำใจได้ว่ามีข้อเสียตรงไหน เรารับได้หรือไม่

ข้อสี่ ลองเปรียบเทียบภาพถ่าย จากเว็บไซต์รีวิวต่างๆ และเว็บไซต์เมืองนอก

ข้อห้า ไปลองกล้องจริงที่ร้าน จะได้รู้ว่า จับถนัดมือหรือไม่ น้ำหนักเป็นยังไง ปุ่มกดถนัดมือหรือไม่ วัสดุเป็นอย่างไร

ข้อหก ลองเปรียบเทียบตัวเลือกที่ตั้งไว้สัก 2 - 3 ตัว ลองถ่าย ลองบันทึกลงเมม ลองใช้แฟลช

ข้อเจ็ด เปรียบเทียบราคาแต่ละร้าน เอาประกันศูนย์ แนะนำว่าร้านตามห้างจะแพงกว่า แต่แลกด้วยสาขาที่มาก สะดวกเวลาส่งซ่อม

ข้อแปด ร้านกล้องทั่วไปหลายๆร้าน มีราคาถูกกว่าตามห้าง ประมาณ 500 - 1000 บาท ลองพิจารณาดู

ข้อเก้า ดูของแถม เทียบกัน ถ้าราคาพอๆกัน ของแถมเท่าไหร มีอะไรบ้าง การรับประกันของร้านหลังจากหมดประกันแล้วเป็นยังไง

ข้อสิบ ได้กล้องที่โดนใจไปครอง

สร้างคำสั่งเรียกใช้โปรแกรมจาก Start => Run

"..ทุกคนคงเคยใช้การเรียกโปรแกรมจาก Start => Run กันมาแล้ว ซึ่งที่เราใช้กันบ่อยๆก็จะเป็น CMD,Regedit และ msconfig โดยความสะดวกของมันคือ เราสามารถที่จะใส่แต่ชื่อโปรแกรมโดยไม่จำเป็นต้องระบุ Path + นามสกุล เราจะมาสร้างคำสั่งของเราไว้เรียกโปรแกรมแบบนี้กันครับ.."
คิดว่าทุกคนที่เข้ามาอ่านคงเคยใช้การเรียกโปรแกรมจาก Start => Run กันมาแล้ว ซึ่งที่เราใช้กันบ่อยๆก็จะเป็น CMD,Regedit และ msconfig โดยความสะดวกของมันคือ เราสามารถที่จะใส่แต่ชื่อโปรแกรมโดยไม่จำเป็นต้องใส่ .exe ต่อท้าย รวมถึงไม่จำเป็นต้องระบุ Path แบบเต็มๆ เช่น C:WINDOWSsystem32cmd.exe ในกรณี cmd หรือในกรณีของ msconfig ก็จะเป็น C:WINDOWSpchealthhelpctrbinariesmsconfig.exe เป็นต้น



เดี๋ยวเราจะมาสร้างคำสั่งของเราไว้เรียกโปรแกรมแบบนี้กันครับ แต่ก่อนอื่นต้องขอขอบคุณเจ้าไวรัสบางตัวที่ใช้ช่องทางนี้ทำให้ผมได้รู้(มารไม่มา ปัญญาไม่เกิด)ว่ามันมีคุณสมบัตินี้ของ Windows ซึ่งเปรียบเหมือนดาบ 2 คมด้วย แต่เราจะมาใช้คุณสมบัตินี้ในทางที่ถูกที่ควรกันครับ

สำหรับการที่เราสามารถเรียกโปรแกรมโดยที่ไม่ระบุ Path และไม่ต้องใส่นามสกุลต่อท้ายนั้น มีอยู่ 2 รูปแบบนะครับ รูปแบบแรกนี่เกิดจากการที่ตัว Windows เองมีการกำหนด Default System Path ไว้แล้ว โดยหลักๆจะเป็น %SystemRoot% ซึ่งหมายถึง "X:Folder ที่เก็บตัว OS" โดย X คือชื่อ Drive ที่เราลง Windows ไว้ ส่วน Folder ที่เก็บตัว OS ก็หมายถึง Folder ที่มีการติดตั้งระบบ Windows หรือ Folder ที่เก็บตัว Windows ไว้นั่นล่ะครับ ดังนั้นโดยทั่วไป %SystemRoot% ก็จะเท่ากับ C:Windows ครับ กับอีกตัวคือ %SystemRoot%System32 ซึ่งก็จะเท่ากับ C:WindowsSystem32 ครับ

ดังนั้นโปรแกรมใดๆก็ตามที่อยู่ใน Folder Windows และ WindowsSystem32 หรือ Folder อื่นๆที่เราระบุเป็น System Path เพิ่มเติมไว้ เราสามารถที่จะเรียกใช้ได้จาก Start => Run โดยไม่ต้องระบุ Path ครับ สามารถใส่แต่ชื่อโปรแกรมได้เลยครับ ทดลอง Copy โปรแกรมที่เราต้องการไปใส่ใน Folder Windows แล้วลองเรียกดูจาก Start => Run ก็ได้นะครับ จะเห็นว่ามันใช้ได้จริงๆ

สำหรับสาเหตุที่เราสามารถใส่แต่เพียงชื่อโปรแกรมโดยไม่ต้องใส่นามสกุลนั้นเป็นเพราะ Windows จะตีความให้เองว่าเราต้องการเรียกใช้โปรแกรมจึงทำการมองหาชื่อที่เราระบุไปซึ่งเป็น Executable file หรือพูดภาษาเราๆว่าไฟล์โปรแกรมนั่นล่ะครับ(ซึ่งมีไวรัสบางตัวใช้คุณสมบัตินี้กับเค้าด้วยแต่ผมขอไม่อธิบายนะครับ) โดยอย่างที่ทราบว่าตัว Executable file หลักๆจะมี 2 นามสกุลคือ .exe กับ .com(จริงๆมีนามสกุลอื่นๆอีกแต่ขอพูดถึงแค่ 2 ตัวหลักๆครับ) เช่นจาก Start => Run เราพิมพ์ว่า DKDC ตัว Wndows ก็จะทำการค้นหาไฟล์ที่ชื่อ DKDC.Com หรือ DKDC.Exe ใน Folderที่ระบุไว้ใน System Path ซึ่งในตัวอย่างนี้คือ Windows และ WindowsSystem32 เมื่อพบแล้วก็จะเปิดตัวโปรแกรมนั้นๆให้เราครับ

แถมนิดนึงในส่วนที่ผมคิดว่าน่าสนใจดีคือ ในการจัดลำดับความสำคัญนั้น Windows จะให้ความสำคัญกับ .Com มากกว่า .Exe นะครับ คงประมาณว่าอาวุโสกว่าเพราะอยู่กันมาตั้งแต่สมัย DOS โน่นแน่ะ
ผมขอขยายความคำว่าลำดับความสำคัญนิดนะครับ คือลองคิดดูนะครับว่าถ้า Executable file ชื่อ DKDC ใน Folder Windows มีทั้ง DKDC.Com และ DKDC.Exe แล้วเราพิมพ์แค่ DKDC เจ้า Windows จะเรียกตัวไหนขึ้นมา คำตอบคือตามอาวุโสครับ Windows จะเรียก DKDC.Com ขึ้นมาให้ครับ ลองดูภาพประกอบนะครับ ตามตัวอย่างนี้ผมใช้โปรแกรม Ultra_SID.Exe และ ThumbViewer.exe ซึ่งกล่าวถึงไว้ในหน้า เข้าใจผิด! คิดว่าไวรัส นะครับ โดยผมเปลี่ยนชื่อ(Rename) ThumbViewer.exe เป็น DKDC.Exe และ จาก Ultra_Sid.Exe เป็น DKDC.Com ซึ่งจะเห็นว่าตัว DKDC.Com จะเปลี่ยนเป็น Icon สีขาวๆซึ่งเป็นปกติของ .Com แต่สามารถ Double Click เรียกได้ตามปกติครับ

หลังจากนั้นผมจะลองเรียกใช้ DKDC จาก Satrt => Run นะครับ จะเห็นว่า Windowsเลือกเรียกตัว .Com ขึ้นมาครับ อย่างที่บอกล่ะครับว่าตามลำดับอาวุโส งานนี้ไม่มีเด็กเส้น



เอาล่ะครับ หลังจากเกริ่นมาซะยาวมาเข้าเรื่องกันซะที เราเข้าใจกันแล้วนะครับว่าสำหรับไฟล์ที่อยู่ใน System Path สามารถเรียกใช้ได้ทันทีโดยไม่ต้องระบุ Path และ นามสกุล หลายคนคงมีคำถามว่าแล้วเจ้า Msconfig.exe ที่เราเรียกใช้กันบ่อยๆล่ะก็ไม่ได้อยู่ใน Folder Windows หรือ WindowsSystem32 นี่นา มันอยู่ใน C:WINDOWSpchealthhelpctrbinaries แน่ะ ทำไมเรียกได้โดยไม่ต้องระบุ Path กับนามสกุลเหมือนกันล่ะ นี่ล่ะครับที่มาของเรื่องนี้

สำหรับเจ้า Msconfig.exe นั้นเมื่อไม่ได้อยู่ใน Default System Path ของ Windows (ผมเองก็ไม่เข้าใจว่าทำไม Microsoft เอาไปแอบไว้ซะลึกขนาดนั้น ไว้เข้าใจแล้วคงจะได้มาเล่าสู่กันฟังอีกที) แต่ต้องการให้ทำการเรียกแบบไม่ต้องระบุ Path+นามสกุล ได้เหมือนชาวบ้านเค้า จึงต้องทำการเพิ่มค่าไว้ใน Registry ครับจะได้เรียกใช้ง่ายๆเหมือนตัวอื่นๆเค้า โดย Registry ที่ว่าจะอยู่ตรง HKEY_LOCAL_MACHINESOFTWAREMicrosoftWindowsCurrentVersionApp Paths ครับ ลองดูรูปประกอบนะครับ



โดยจะเห็นว่ามีการกำหนดไว้ตรงนี้ล่ะครับทำใ้ห้ Msconfig.exe สามารถที่จะเรียกใช้จาก Start => Run ได้โดยไม่ต้องระบุ Path และนามสกุลครับ ซึ่งเราจะเห็นว่ามีหลายโปรแกรมเช่นกันที่ใช้ตรงนี้อยู่ เดี๋ยวผมจะลองทำดูเป็นตัวอย่างสักคำสั่งนึงนะครับจะได้เข้าใจมากขึ้น เช่นผมต้องการเรียก Winamp จาก Run แต่ไม่อยากเรียกว่า Winamp น่ะดูมันธรรมดาไป สมมุติว่าผมอยากเรียกว่าฟังเพลงแล้วกัน ผมก็เข้าไปที่ HKEY_LOCAL_MACHINESOFTWAREMicrosoftWindowsCurrentVersionApp Paths แล้วสร้าง Key ใหม่ชื่อว่า "ฟังเพลง.exe" อย่างที่บอกครับว่าจำเป็นต้องใส่ .exe ต่อท้ายเสมอแต่เวลาเรียกใช้ไม่ต้องใส่ก็ได้ครับ ใน Key ฟังเพลง.exe ผมใส่ค่า(ฝั่งขวา) Default เป็น C:Program FilesWinampWinamp.exe ซึ่งเป็น Path+ชื่อโปรแกรม Winamp หลังจากนั้นสร้าง New String Value ตั้งชื่อว่า Path แล้วกำหนดค่าเป็น C:Program FilesWinamp ซึ่งก็คือ Path หรือเรียกง่ายๆว่า Folder ที่เก็บ Winamp นั่นเอง เรียบร้อยครับ ปิดตัว Regedit แล้วไปที่ Start => Run พิมพ์ คำว่า ฟังเพลง ลงไปในช่อง Run แล้ว OK มันก็จะทำการเปิด Winamp มาให้เราสมใจแล้วล่ะครับ




หวังว่าบทความนี้น่าจะมีประโยชน์สำหรับคนที่อยากจะใช้การพิมพ์คำสั่งแบบนี้ในการเรียกใช้โปรแกรมที่ต้องการ หรือใช้กับบางโปรแกรมที่เก็บไว้ลึกลับซับซ้อนต้องเข้า Folder หลายชั้นกว่าจะเจอ ไอ้ครั้นจะทำเป็น Shortcut แปะไว้บน Desktop ก็รบกวนสายตา แถมยังมาบัง Wallpaper สวยๆของเราอีก วิธีนี้ก็น่าจะเป็นทางเลือกหนึ่งนะครับ

โดยความจริงแล้วผมไม่ค่อยแนะนำให้เล่นกับ Registry มากนัก โดยเฉพาะคนที่ยังไม่ค่อยคล่องเพราะถ้าผิดพลาดอาจจะสร้างปัญหากับ Windows ได้(ไม่ใช่ไม่ไว้ใจ แต่ความปลอดภัยควรจะมาก่อน) ผมจึงทำตัว Ultra_Run มาไว้สำหรับคนที่อยากจะเพิ่มคำสั่งแบบนี้แต่ไม่อยากจะไปวุ่นวายกับ Registry โดยตรง โดยเพียงแค่เลือกโปรแกรมที่ต้องการแล้วตั้งชื่อย่อที่จะใช้เรียกจาก Start => Run แล้วกด Ultra ก็เรียบร้อยแล้วครับ

Corona ดาวเทียมจารกรรมแบบแรกของสหรัฐฯ

ภาพแสดงส่วนประกอบต่างๆของดาวเทียมสอดแนม Corona

..ในช่วง 2สัปดาห์ที่ผ่านมาข่าวหนึ่งที่ค่อนข้างได้รับความสนใจนั้นจะมีข่าวของการตัดสินใจทำลายดาวเทียมจารกรรม(ที่ใช้การไม่ได้แล้ว)ของสหรัฐฯ ซึ่งให้เหตุผลว่าในดาวเทียมมีการบรรจุถังสารไฮดราซีน ที่มีความเป็นพิษสูง ถ้าตกลงสู่บริเวณชุมชุนก็อาจจะสร้างอันตรายได้.."
ในช่วง 2สัปดาห์ที่ผ่านมาข่าวหนึ่งที่ค่อนข้างได้รับความสนใจนั้นจะมีข่าวของการตัดสินใจทำลายดาวเทียมจารกรรม(ที่ใช้การไม่ได้แล้ว)ของสหรัฐฯ ซึ่งให้เหตุผลว่าในดาวเทียมมีการบรรจุถังสารไฮดราซีน ที่มีความเป็นพิษสูง ถ้าตกลงสู่บริเวณชุมชุนก็อาจจะสร้างอันตรายได้ และตัวดาวเทียมเองนั้นก็ไม่สามารถควบคุมการตกได้ด้วย รวมถึงมีชิ้นส่วนอุปกรณ์ต่างๆที่เป็นความลับระดับสูงของกองทัพ ที่สหรัฐฯเองไม่ต้องการให้ประเทศนำเทคโนโลยีต่างๆเหล่านี้ไปใช้ด้วย

ส่วนอีกเหตุผลที่หลายฝ่ายคาดว่าน่าจะมีส่วนด้วยนั้นก็คือเป็นการแสดงเทคโนโลยีทางอาวุธของกองทัพสหรัฐฯ ที่มักจะมีการนำอาวุธรุ่นใหม่ๆออกมาอวดแสงยานุภาพกันเป็นประจำอยู่แล้ว ซึ่งล่าสุดก็มีการเปิดเผยจากกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯออกมาแล้วว่าได้ใช้ขีปนาวุธ SM-3 ที่ได้มีการดัดแปลงพิเศษเพื่อภาระกิจนี้โดยเฉพาะยิงขึ้นจากเรือรบ USS Lake Erie เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ทำลายดาวเทียมจารกรรมดังกล่าวไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว และถังบรรจุสารไฮดราซีนภายในดาวเทียมก็ถูกทำลายไปเรียบร้อยพร้อมๆกัน

ซึ่งถ้าจะพูดถึงดาวเทียมจารกรรมนั้นสหรัฐฯก็เป็นประเทศแรกๆที่มีการนำดาวเทียมถ่ายภาพสอดแนมทางอากาศมาใช้งานตั้งแต่ยุคสงครามเย็นหรือประมาณตั้งแต่ปี 1960 โดยก่อนหน้านั้นการถ่ายภาพทางอากาศเพื่อภาระกิจสอดแนมนั้นจะใช้เครื่องบินสอดแนมเช่น U2 ติดกล้องบินขึ้นไปถ่ายภาพ แต่ก็มีโอกาสที่จะถูกตรวจพบจากเรดาห์ของฝ่ายตรงข้ามได้ การถ่ายภาพจากอวกาศลงมาโดยใช้ดาวเทียมก็น่าจะเป็นทางออกที่ดีกว่า โดยมี National Reconnaissance Office หรือ NRO เป็นผู้ดูแลงานด้านนี้ ดาวเทียมสอดแนมแบบแรกที่สหรัฐฯส่งขึ้นไปใช้งานนั้นมีชื่อเรียกว่า "Corona" ซึ่งเป็นดาวเทียมถ่ายภาพทางอากาศดวงแรกของโลกด้วยที่ถูกนำมาใช้งาน โดยระยะเวลาใช้งานนั้นอยู่ในช่วง เดือนสิงหาคม 1960 - พฤษภาคม 1972 แต่กว่าข้อมูลต่างๆของโครงการดาวเทียมดังกล่าวจะถูกลดระดับชั้นความลับจนสามารถเปิดเผยสู่สาธารณะชนได้นั้นก็เป็นปี 1995 เลยทีเดียว ซึ่งตัวดาวเทียม Corona นั้นจะใช้การบันทึกภาพลงบนฟิล์ม ซึ่งในแต่ละภาพนั้นจะสามารถบันทึกพื้นที่ได้ครอบคลุมระยะ 10คูณ 120ไมล์ และสามารถซูมดูรายละเอียดได้ที่ระยะ 8เมตรในช่วงแรกและถูกปรับปรุงให้เป็นระยะ 2เมตรในเวลาต่อมา โดยเมื่อถ่ายภาพเสร็จแล้วก็จะมีการส่งฟิล์มกลับเข้าสู่โลกโดยบรรจุในภาชนะนิรภัยพร้อมร่มชูชีพ และจะใช้เครื่องบินของกองทัพอากาศบินขึ้นไปเก็บภาชนะบรรจุฟิล์มกลางอากาศ เพื่อนำภาพมาล้างและวิเคราะห์ข้อมูล ซึ่งในระยะเวลา 12ปีที่มีการใช้งานดาวเทียมแบบ Corona ในการสอดแนมนั้นมีการส่งดาวเทียม Corona ขึ้นไปปฏิบัติภาระกิจถึง 145ครั้ง และได้ถ่ายภาพไว้ทั้งหมดกว่า 800,000ภาพ โดยในปีที่ปลดประจำการดาวเทียมสอดแนมแบบ Corona ไปนั้นก็เป็นปีแรกที่ NASA ได้เริ่มโครงการส่งดาวเทียมถ่ายภาพสำหรับงานด้านธรณีวิทยา และวิทยาศาตร์ขึ้นไป

CFast มิติใหม่ของ CompactFlash กับนวัตกรรมใหม่ในการบันทึกข้อมูล อีกไม่นานเกินรอ


CFast CompactFlash card เป็นมาตรฐานใหม่ที่ได้รับการพัฒนาโดย CompactFlash Association ขณะนี้ยังอยู่ในระหว่างการพัฒนาในอีก 18 - 24 เดือนข้างหน้า (หรืออีกประมาณ 2 ปี) อุปกรณ์ต่างๆก็จะมีการพัฒนาเพื่อรองรับหน่วยความจำแบบใหม่นี้ด้วย
ตอนนี้คงต้องรอตัวต้นแบบโฟโตไทป์ก่อน

แต่เท่าที่ลองหาข้อมูล การเชื่อมต่อ USB2.0 เห็นจะช้าไปเสียแล้ว เป็นการเชื่อมต่อแบบSATA สำหรับการ์ดความจุสูง เพื่อการโอนถ่ายข้อมูลสูงถึง 375MB/วินาที (ในทางทฤษฎี) แน่นอนว่าถึงตอนนั้น การ์ดรีดเดอร์และกล้องคงต้องปรับตัวอีกครั้งเป็นแน่ เพื่อรองรับ CFast CompactFlash card

บทความดี ๆ สำหรับคนทำงาน

ชนะโทรไปบริษัทนี้เป็นหนที่สองในรอบสัปดาห์นี้
บริษัทนี้เป็นลูกค้ารายใหม่ที่เขากำลังติดตามเรื่องอยู่
เสียงของโอเปอร์เรเตอร์ซึ่งรับสายด้วยเสียงที่เป็นมิตร และอ่อนโยนกล่าวว่า
"
สวัสดีคะบริษัทเอบีซีอิงค์ ยินดีต้อนรับคะ "
คุณชนะกล่าวว่า " ผมขอเรียนสายกับคุณสมจิต ผู้อำนวยการฝ่ายทรัพยากรมนุษย์หน่อยครับ "
โอเปอร์เรเตอร์กล่าวทักขึ้นมาว่า
"
นั่นคุณชนะใช่ไหมคะ"
ชนะรู้สึกแปลกใจความสามารถในการจดจำเสียงของพนักงานคนนี้ได้
เขากล่าวตอบด้วยเสียงที่เต็มไปด้วยความประทับใจ
" ใช่แล้วครับ ขอบคุณที่จำได้ครับ " เธอกล่าวว่า
"
ยินดีคะ ดิฉันจะโอนสายให้นะคะ "
หลังจากที่ชนะสนทนาเรื่องงานกับสมจิตจบ
ชนะจึงถามสมจิตขึ้นมาว่า " คุณ
พนักงานรับโทรศัพท์ของคุณหน่อยครับ
เธอเก่งจริงๆเลยที่จำเสียงผมได้
เป็นการให้บริการที่เกินความคาดหวังของผมจริงๆเลยครับ
ผมเองไม่ได้เป็นลูกค้าประจำ และก็ไม่ได้โทรมาบ่อยๆ
ขนาดที่เธอจะจำเสียงผมได้ด้วย เธอมีเคล็ดลับอะไรครับ "
สมจิตพูดว่า " เธอชื่อเรณูคะ เธอได้รับคำชมอย่างนี้บ่อยๆ
หากคุณฟังเรื่องของเธอมากขึ้นกว่านี้คุณจะยิ่งประทับใจ
สนใจฟังไหมละคะ" ชนะรีบกล่าวตอบด้วยความกระตือรือร้นว่า
" สนใจสิครับ ช่วยกรุณาเล่าให้ฟังหน่อยครับ "
สมจิตเริ่มต้นเล่าอย่างอารมณ์ดี " คุณเรณูเธอตาบอดคะ
เธอจึงต้องอาศัยการฟังเพียงอย่างเดียว
ทำให้เธอสามารถจดจำชื่อคนได้ดี
เธออาศัยอยู่ที่สมุทรปราการและมาทำงานที่ออฟฟิศนี่
ซึ่งอยู่แถวดอนเมือง ซึ่งถือว่าไกลมากโดยเฉพาะสำหรับเธอ
ซึ่งต้องเดินทางโดยรถเมล์เหมือนคนปกติ
ส่วนใหญ่ก็จะมีคนตาดีอย่างพวกเราที่คอยช่วยดูสายรถเมล์
และส่งเธอขึ้นรถให้ เธอไม่เคยมาสายเลย
และก็ไม่เคยเรียกร้องขอรถรับส่งแต่อย่างใด
ไม่เหมือนพนักงานปกติของพวกเราหลายคน
ตอนที่เราย้ายสำนักงานจากในเมือง ต้องขอรถรับส่งให้ด้วย
แถมหลายๆคนที่มีรถส่วนตัวก็ยังมาทำงานสาย
พร้อมกับเหตุผลสารพัด คิดแล้วอายแทนคนตาดีเลยคะ "
เธอหยุดเว้นจังหวะสักครู่ก่อนจะเล่าต่อว่า
" คุณเรณูมีทัศนคติที่ดีมากๆกับงานของเธอ
เธอเคยเล่าให้ดิฉันฟังว่าสำหรับเธอแล้ว
การรับโทรศัพท์ไม่ใช่งานแต่มันคือชีวิต
เงินเดือนที่บริษัทให้กับเธอ ทำให้เธอสามารถเลี้ยงตัวเอง
และครอบครัวได้อย่างดี นอกจากนี้เธอยังมีเงินเหลือกว่าครึ่งสะสมไว้อีก
ที่จริงแล้วเพื่อนคนตาดีหลายคนเคยหยิบยืมจากเธอในยามฉุกเฉิน
คุณเรณูกล่าวว่าบริษัทเรา เพื่อนร่วมงาน ลูกค้า และสังคมมอบโอกาส
ให้เธอได้พิสูจน์ว่าเธอมีคุณค่าและสามารถมีส่วนร่วมสร้างสรรค์ประโยชน์
ให้กับสังคมได้ เธอบอกว่าเธอพยายามทำงานของเธออย่างสุดความสามารถ
ซึ่งรวมทั้งพยายามจำชื่อของผู้ที่โทรเข้ามาด้วย
เธอบอกว่าทุกคืนก่อนเข้านอน เธออยากรีบนอนไวๆ
เพื่อจะได้รีบตื่นขึ้นมาทำงาน เธออดใจรอจะมาทำงานไม่ไหว
แหมอย่าหาว่าดิฉันบ่นเลยคะ แต่พวกตาดีๆอย่างพวกเรากลับภาวนา
ให้ถึงวันหยุดเร็วๆเสียนี่กระไร" สมจิตจบเรื่องด้วยเสียงหัวเราะเบาๆ
อย่างคนอารมณ์ดี
เมื่อชนะมาเล่าเรื่องนี้ให้กับผมฟังในรถระหว่างที่เราเดินทางไปพบลูกค้าที่นวนคร
ผมจึงเสริมความเห็นของผมไปว่า " เราน่าจะเล่าเรื่องนี้ให้คนที่มาเข้าอบรม
กับเราฟังบ้างนะ บ่อยครั้งเรามักจะได้ยินคนบ่นว่างานหนัก
หรือไม่ก็ปัญหาเรื่องงานมีมาก สิ่งที่คุณเรณูมีแตกต่างกับเรา
ไม่ใช่ว่าเธอตาบอดหรอกครับ ความจริงพวกเราต่างหากที่บอด
เราทัศนคติบอดไงละ เราได้รับสิทธิประโยชน์ต่างๆมากมาย
จากนายจ้างจนเคยชินกระทั่งมองไม่เห็นคุณค่าของสิ่งเหล่านั้น
ยิ่งนานวันเรายิ่งเรียกร้องมากขึ้นโดยเฉพาะช่วงปลายปีแบบนี้
ในขณะที่คุณเรณูกลับมองแตกต่างกับเราอย่างสิ้นเชิง
บางคนเบื่องานจนอยากลาออกไปอยู่กับบ้านเฉยๆ
มัน ทำให้ผมนึกถึงคำพูดของ Dr. Denis Waitley
ผู้แต่งหนังสือขายดีชื่อ 'The psychology of winning'
เขายกรายงานวิจัยในอเมริกาที่บอกว่าผู้เกษียณอายุออกจากงานไป
โดยไม่มีภารกิจอะไรทำมีอายุเฉลี่ยเพียงแค่เจ็ดปีเท่านั้น
พวกเขาตายเพราะความรู้สึกด้อยคุณค่า
หรือภาษาชาวบ้านเรียกว่าเฉาตายนั่นเองครับ
เราบางคนมีโอกาสได้ทำงานในสิ่งที่ตนเองรัก
ในขณะที่คนจำนวนมากไม่มีโอกาสอย่างนั้น
อย่างไรก็ตามเรามีสิทธิที่จะเปลี่ยนมุมมองโดยหันมารัก
และหลงใหลในสิ่งที่เราทำได้ โดยไม่ต้องรอให้ตาบอดแบบคุณเรณูก็ได้ "

“Krungsri Yellow Points ตู้กรุงศรี ATM มีแต่ให้


ธนาคารกรุงศรีอยุธยาเปิดตัว “Krungsri Yellow Points ตู้กรุงศรี ATM มีแต่ให้”


พร้อมดึงนัท ต้อล AF4 มาเป็นพรีเซนเตอร์

ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) จัดแคมเปญพิเศษ “Krungsri Yellow Points ตู้กรุงศรี ATM มีแต่ให้” มอบสิทธิพิเศษให้กับลูกค้าธนาคารที่ใช้บริการเครื่องกรุงศรี ATM เมื่อทำรายการถอนเงิน โอนเงิน เติมเงินมือถือและชำระค่าสินค้าและบริการที่เครื่องกรุงศรี ATM ก็สามารถรับคะแนนสะสม เพื่อแลกรับของรางวัลสบาย…สบาย

โดยธนาคารกรุงศรีอยุธยา เป็นธนาคารเดียว ที่ได้จัดรายการส่งเสริมการตลาด Krungsri Yellow Points ตั้งแต่วันนี้ - จนถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2554

แคมเปญนี้ มีระยะเวลา 3 ปีเพื่อคืนกำไรให้กับลูกค้าบัตรกรุงศรี ATM และบัตร Debit ของธนาคารกรุงศรีอยุธยา ที่ใช้บริการถอนเงิน โอนเงิน เติมเงินมือถือ ชำระค่าสินค้าและบริการที่เครื่องกรุงศรี ATM ซึ่งมีมากกว่า 2,600 เครื่องทั่วประเทศ โดยลูกค้าสามารถสมัครเข้าร่วมรายการ Krungsri Yellow Points ที่เครื่องกรุงศรี ATM และสะสมคะแนนได้ง่ายๆ เพื่อแลกรับของรางวัลพิเศษที่ทางธนาคารจัดให้ ทั้งนี้ลูกค้ายังสามารถสมัครฟรี ได้ง่ายๆที่ตู้กรุงศรี ATM และสะดวกสบาย สามารถ ตรวจยอดคะแนนสะสมได้โดยง่ายผ่านเครื่องกรุงศรี ATM และ Krungsri Online ที่สะดวก รวดเร็ว สบายๆ ตลอด 24 ชั่วโมง

นอกจากนั้นทางธนาคารกรุงศรีฯยังได้เลือกนัท และต้อลจากบ้านนักล่าฝัน AF4 มาเป็นพรีเซ็นตอร์โปรโมทแคมเปญนี้อีกด้วย

เนื่องจากเป็นตัวอย่างของคนรุ่นใหม่ที่มีไลฟ์สไตล์ในการใช้ชีวิตที่น่าสนใจ และเป็นที่รู้จักของคนทั่วไป โดยหนังโฆษณาที่ออกมาจะเป็นลักษณะของเกมส์ที่สนุกสนาน ที่เน้นเรื่องการสะสมคะแนนได้ง่าย ง่าย เพื่อแลกรับของรางวัลสบาย…สบาย

ลงทุนไซส์"มิน"ิ

ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ที่คิดว่าตัวเองยังไซส์ “มินิ” ไม่มีพาวเวอร์ไปต่อกรกับใครที่ไหน ลองเลียนรู้สูตรบริหารเฉพาะตัวของ แบรนด์น้องใหม่ “นริดา” เขามีกลยุทธ์ดีๆ ที่เอาชนะขีดจำกัดของความเล็ก จนมีตำแหน่งให้ยืนอย่างสง่า ทั้งในไทยและต่างประเทศ

กรุงเทพธุรกิจ ออนไลน์ : ชื่อของ “บ๊อบ” จิรยุทธ์ ชคทิศ เจ้าของรองเท้าผ้าไหม “นริดา” (Narida) เริ่มเป็นที่รู้จักมากขึ้น เมื่อเจ้าตัวพยายามผลักดัน “แบรนด์” ให้เป็นที่คุ้นเคยของคนในวงกว้าง ด้วยการออกงานแสดงสินค้า ทั้งในและต่างประเทศ การขยันหาคอนเนคชั่นจากหน่วยงานภาครัฐ และ เอกชน ลงมาให้บริการลูกค้าอย่างใกล้ชิด พร้อมเดินเกมธุรกิจ ด้วยความรอบคอบ และ มี “กลยุทธ์”

แบรนด์ “นริดา” (Narida) มีความหมายว่า หญิงผู้สูงศักดิ์ เปิดตัวขึ้น ในปี 2549 จากไอเดียของผู้บริหารหนุ่ม ที่ต้องการผลิตรองเท้าสตรีคุณภาพสูง โดยใช้จุดขายอย่าง การนำความงดงามของผ้าไทย อาทิ ผ้าไหม , ผ้ามัดหมี่, ผ้าทอมือ มาทำเป็นรองเท้าดีไซน์หรู งดงามอย่างไทยจรดปลายเท้า

ขณะที่ใครหลายคน อาจตั้งต้นธุรกิจ ด้วยการเป็น “ยักษ์” มีพร้อมทั้งโรงงานผลิต หน้าร้านขนาดใหญ่ โชว์รูมแสดงสินค้า และ ฝ่ายบริหารจัดการครบเซ็ต

แต่กับ "นริดา" พวกเขาเริ่มต้น ด้วยการใช้พนักงานเพียง 2 คน ทำองค์กรให้ “สลิม” และ “คล่องตัว” ไม่มีโรงงาน ไม่มีหน้าร้าน ใช้แค่เทคโนโลยีและพันธมิตร

รูปแบบการทำธุรกิจของ “นริดา” คือ เชื่อมโยงระหว่าง กลุ่มชาวบ้านที่ผลิตแมททีเรียล คือ ผ้าไหม ลวดลายธรรมชาติ จากนั้นก็เชื่อมต่อไปยังช่างทำรองเท้า โดยป้อนวัตถุดิบ และออกแบบผลิตภัณฑ์ ให้ เมื่อได้รูปแบบที่ต้องการ และปริมาณตามสั่ง ก็ไปสู่การทำตลาดด้วยตัวเอง

“ราคารองเท้าเราอยู่ที่ 1,200 -1,600 บาท จากทั่วไปที่ขายกันที่ 3-4 พันบาท เราขายได้ถูกกว่า เพราะต้นทุนรองเท้าต่อ 1 คู่ ค่อนข้างต่ำ จากการที่เราใช้เทคโนโลยีมาช่วยทุ่นแรงในการทำงาน ลูกน้องไม่มาก ทุกอย่าง เอ้าท์ซอร์สหมด เราแค่บริหารโดยรวมเท่านั้น เพราะมองว่าเมื่อไรที่เราตั้งโรงงานเอง มีการลงทุนด้านต่างๆ เพิ่ม นั่นหมายความว่าต้นทุนก็เพิ่มขึ้นตามไปด้วย”

“จิรยุทธ์” บอกเราว่า ปัญหาสำคัญของการทำ รองเท้า คือเรื่องของ "เงิน" กับ "สต็อกสินค้า" พวกเขาเลือก บริหารจัดการกับการออกแบบ มาสะกัดปัญหาทั้งสองเรื่องนี้ ด้วยวิธีบริหาร “ ไซส์ - สี - ส้น - สไตล์”

โดยรองเท้าที่ออกแบบต้อง “สีเดียว ส้นเดียว และ สไตล์เดียว” เท่านั้น

“รองเท้าหนึ่งคู่ จะมีแบบเดียว สีเดียว และส้นเดียวเท่านั้น สำหรับขนาด ถ้าเป็นไซส์ตลาดจะทำเยอะ และไซส์ที่ไม่ใช่ตลาดก็ทำน้อย หมดแล้วหมดเลย ถ้ามากกว่านี้เงินจะจม นี่เป็นการคิดแนวใหม่ เพราะตลาดไม่ได้ต้องการความเยอะ แบบเยอะไม่ได้หมายความว่าจะขายดี แบบเยอะก็เลือกเยอะ ทำแบบน้อยแต่ชัวร์ดีกว่า การวางแผนจึงเป็นสิ่งที่ผู้ประกอบการชั่วโมงนี้ต้องให้ความสำคัญอย่างมาก”

แนวทางดังกล่าว คือ เน้นขายแล้วผลิต ไม่สะต๊อกสินค้า แต่ใช้นโยบาย "Just in time" นั่นเอง

แม้เป็นการออกแบบสินค้าแฟชั่น แต่พวกเขาไม่ได้ให้ความสำคัญกับ “คอลเลคชั่น” การออกแบบรองเท้าสูตร “นริดา” ต้องไม่มีซีซัน เพราะพวกเขาไม่ต้องการเปรียบเทียบว่าจะนำใคร หรือ ตามใคร โดยในแต่ละปี อาจมีแบบใหม่ๆ ออกมาที่ประมาณ 7-8 แบบ เท่านั้น และไม่ใช่การออกแบบจากตัวเอง แต่เป็นการออกแบบตามความต้องการของลูกค้าตัวจริง

“เราจะรู้ว่าขายได้ หรือไม่ได้ คือถามลูกค้าเอา ดังนั้นเวลาออกงานแสดงสินค้าทุกครั้ง ก็จะถามว่า เขาอยากได้อะไร โทนสีไหน แล้วออกแบบมาโดยความต้องการของตลาด จากเมื่อก่อนเราออกแบบไปให้ตลาดตัดสินใจ ตอนนี้ทำแบบนั้นจะเสี่ยงมาก โอกาสผิดพลาดสูงมาก จึงต้องใช้วิธีนี้ที่ลดความเสี่ยงลงกว่าเท่าตัว”

อีกแนวทางสำคัญของแบรนด์น้องใหม่คือ ไม่มีนโยบาย “เซลส์แหลก”

“เราจะไม่ลดราคา เพราะการเซลส์ทำให้คนเกิดความเชื่อว่า ซื้อวันนี้ไม่คุ้ม เขาจะรอ จะไม่ซื้อทันที การเซลส์ จึงเป็นการฆ่าตัวตายของผู้ประกอบการ เพราะเรายังมีค่าใช้จ่าย ทุกวัน ทุกเดือน จะรอลูกค้าแบบนี้ไม่ได้”

แล้วเหตุผลอะไรที่ทำให้ลูกค้าซื้อ ถ้าไม่ใช่ “ราคา” เขาบอกแค่ว่า คือ “ความคุ้ม”

รองเท้าราคาหลักพันอัพ ยังทำตลาดได้ดี แม้ในยุคที่เศรษฐกิจไม่เอื้อ เขาบอกว่าลูกค้ายังซื้อเพราะรู้สึกว่า “คุ้ม” จากการที่ สินค้าหาทั่วไปไม่ได้ ไม่ใช่ของโหล , ราคาถูกกว่าตลาดเมื่อเทียบกับสินค้ากลุ่มเดียวกัน และ บริการทั้งก่อนและหลังการขายดีเยี่ยม

"เนื่องจากประสบการณ์ผมยังน้อย จึงคิดว่าต้องทำแบบนี้แหล่ะ ทำแบบให้ลูกค้ารู้สึกว่าเขาคุ้ม สำหรับสินค้า ไม่ใช่ลูกค้าทั่วไปจะใส่ได้ แต่เขาต้องมีรสนิยม และรู้สึกถึงความเป็นเอกลักษณ์ของตัวเขาเองด้วย”

ต่อเติมความ “คุ้ม” ด้วยการคิด มาตรฐานเฉพาะตัวขึ้นมา ที่เขาเรียกว่า “5 ย.” อย่าง ห้ามย้วย , ย่น, ยับ ,เยิน และ ยวบ นั่นเอง

การจะทำให้ธุรกิจ “พันธุ์เล็ก” เป็นที่รู้จักในวงกว้าง ทั้งลูกค้าในและต่างประเทศ วิธีการของเขา คือ ออกงานแสดงสินค้า โดยใช้ความช่วยเหลือจากหน่วยงานภาครัฐ อาทิ กรมส่งเสริมการส่งออก และกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม สำนักงานพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม หรือ สสว.เป็นต้น

“งบเราน้อย เราต้องสร้างแบรนด์ราคาถูก ทำอย่างไรก็ได้ให้เราดัง โดยผ่านหน่วยงานภาครัฐ และเอกชน เราต้องเป็นหมาล่าเนื้อที่ออกไปตะครุบเหยื่อเองด้วย”

โดยปัจจุบัน ส่งออกอยู่ที่ 70% ไปยัง เอเชีย และยุโรป ที่ต้องเน้นส่งออกจำนวนมาก เพราะในการสั่งซื้อผ้าไหมสำหรับผลิตรองเท้า ต้องใช้จำนวนที่มากพอสมควร จึงต้องอาศัยจำนวนออเดอร์ที่เยอะตามไปด้วย จึงจะคุ้มค่า โดยพวกเขามีกำลังการผลิตต่อเดือน ที่ประมาณ 700-800 คู่

วิธีการที่ไม่ยุ่งยาก แต่หลายคนอาจมองข้าม คือการ สร้างคอนเนคชัน หาพันธมิตร สำหรับผู้บริหารช่างเจรจา เขาเลือกอยู่อย่าง “ไม่โดดเดี่ยว” โดยพยายามเข้าร่วมเป็นสมาชิกของหน่วยงานต่างๆ อาทิ “สมาคมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมสตรีไทย (สวสท.)”

สิ่งที่ได้กลับมา ไม่เพียงความรู้ ที่สมาคมขยันต่อเติมให้สมาชิก หากยังรวมถึง พันธมิตรในการร่วมทำธุรกิจ และลูกค้า ที่ต่อยอดออกไปได้ไม่รู้จบ

ธุรกิจเล็กๆ ที่ต่อเติมขึ้นด้วยสองมือของผู้บริหาร “คิดต่าง” ใช้เงินลงทุนเบื้องต้นไปที่ 4 แสนบาท ใช้เวลาคืนทุนเพียง 1 ปี และมียอดขายต่อเดือนหลักแสนบาท แม้หลายกิจการยังเจอกับปัญหาเศรษฐกิจ แต่สำหรับรองเท้าผ้าไหมสุดหรูยังเติบโตถึง 30%

สูตรของที่นี่ ต้อง "ลงทุนน้อย คุ้มทุนเร็ว ค้าขายเงินสดอย่างเดียว"

“ธุรกิจช่วงนี้ จะคืนทุนอย่าให้เกิน 1- 1.5 ปี รีบเบรคอีเวนท์ อย่าลากยาว เพราะจะยิ่งเสี่ยงมาก ลูกหนี้เพิ่มขึ้น จะเก็บเงินไม่ได้ ต้อง ลงทุนน้อย คุ้มทุนเร็ว และ ค้าขายเงินสดอย่างเดียว”

... ถึงจะเป็นธุรกิจพันธุ์เล็ก แต่ก็เล็กอย่างพริกขี้หนู

ถนอมแบเตอรี่โน๊ตบุ๊ค



ท่านที่ใช้งาน คอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊คเป็นประจำ หรือมีใช้งานบ้าง หรือแม้แต่การใช้งานในกลุ่มอื่นๆ ของ แบตเตอรี่อย่าง Lithium-ion เช่น Ipod เป็นต้น มักจะมีคำแนะนำต่างๆ ที่ได้รับรู้มาบ้าง เป็นต้นว่า ควรใช้ให้แบตเตอรี่เกือบหมดจึงค่อยชาร์ต หรือ อย่าให้ประจุหมดเสียทีเดียวจึงจะชาร์ต มาบ้าง แต่คราวนี้ลองมาดูรายละเอียดแบบจริงๆ จังๆ กันบ้างครับ


แล้วจะถนอมแบตเตอรี่อย่างไร หรือว่าไม่ต้อง ???

1. พยายามลดการใช้พลังงานแบตเตอรี่เกินกำลัง

ซึ่งแม้ว่า การแบตเตอรี่สำหรับอุปกรณ์แต่ละรุ่นจะถูกออกแบบมาเพื่อการใช้งานนั้นๆ แล้วก็ตาม แต่หากเราลดการใช้กำลังไฟ ที่ไม่จำเป็น ก็จะช่วยลดภาระของแบตเตอรี่ และช่วยยืดอายุการใช้งานได้ เช่น สำหรับ Notebook เมื่อไม่ได้ใช้งาน wireless lan, bluetooth ก็ควรปิด ไม่ควรเปิดไว้ เพราะว่าระบบเหล่านี้ ก็จะทำงานกินไฟไปเรื่อยๆ โดยไม่จำเป็น

2. พยายามถอดแบตเตอรี่ออกทุกครั้งที่มีการเสียบไฟบ้าน

สำหรับในกรณีนี้ เป็นข้อแนะนำที่อาจจะดูกลางๆ หรือว่า ไม่จำเพาะเจอะจงว่าต้องทำ เนื่องจาก Notebook หลายๆ รุ่นจะมีระบบตัดไฟอยู่แล้วเมื่อพบว่า Battery เต็มอยู่ ก็จะปรับไปใช้งานระบบไฟบ้านเพียงอย่างเดียว แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่า Notebook ทุกรุ่นจะมี หรือสามารถทำได้ ยังมี Notebook อีกหลายรุ่นที่ไฟจะถูกดึงจาก battery เป็นหลัก แม้ว่าจะเสียบไฟบ้านก็ตาม
ซึ่งผลของมันคือ จะทำให้ Battery ทำงานอยู่ตลอดเวลาทั้งชาร์ตและจ่ายไฟในคราวเดียวกัน ส่งผลทำงานมากขึ้น เกิดความร้อน และทำให้ cell battery เสื่อมในที่สุดนั่นเอง

3.ควรเคลียร์ Cell Battery ทุกๆ สามสิบครั้งของการชาร์ต


เนื่องจากแบตเตอรี่ในกลุ่มนี้ จะนับจำนวนรอบและชาร์ตพลังเดิมได้ตลอด ทำให้หลายๆ ครั้งที่ ประจุ มีอาการเหมือนกับคั่งค้างอยู่ใน แบตเตอรี่ จนทำให้เจ้า Noteboook ของคุณแสดงปริมาณของไฟ ไม่ตรง ซึ่งสังเกตุได้จาก อาการที่ เครื่องปิดตัวเองเหมือนกับแบตเตอรี่อ่อน ทั้งๆ ที่เครื่องของคุณยังแสดงปริมาณเหลืออีกเกือบครึ่งเป็นต้น
นั่น หมายถึงว่า มีประจุคั่งค้างใน cell battery เสียแล้ว วิธีการแก้ไขคือ ทุกครั้งการชาร์ตไปแล้วประมาณ 30 ครั้ง ควรจะเปิดเครื่องใช้งานจนแบตหมดจริงๆ แล้วชาร์ตให้เต็มซักครั้ง ก็จะช่วยแก้ปัญหาเหล่านี้ได้ หรืออาจจะใช้งานให้จนหมดซักสองถึงสามครั้งแล้วชาร์ตจนเต็ม

4. อย่าเก็บแบตเตอรี่ไว้ในที่ร้อน

เพราะหลายท่านมักจะพกพาเอา Notebook ไปไหนมาไหนเสมอ มักจะทิ้งไว้ในรถยนต์ โดยท่านไปทำกิจธุระอื่นๆ ทั้งวัน
การทิ้งแบตเตอรี่ไว้ในรถยนต์ที่จอดทิ้งไว้ หากจอดไว้ในที่ร่มคงไม่เป็นไร แต่ถ้าจอดไว้กลางแดดแล้วละก็จะทำให้ Cell battery ร้อน และเสื่อมสภาพเร็วกว่าปรกติครับ

5. อย่าเก็บแบตเตอรี่ไว้รวมกับสื่อนำไฟฟ้าอื่นๆ หรือในกล่องที่นำไฟฟ้าได้

เพราะหลายครั้งที่แบตเตอรี่เสียเนื่องมาจากเกิดการชาร์ตในระหว่างการเก็บ เช่น มีเศษเหรียญไปโดนบริเวณขั้วแบตเตอรี่ทั้งสองขั้ว เป็นต้น

6. เมื่อแบตเตอรี่เสื่อมสภาพ และต้องการเปลี่ยน cell battery ภายใน ควรเลือกที่จะให้ทางศูนย์บริการเปลี่ยนให้

หรือซื้อจากศูนย์ฯ โดยตรง เพราะการเปลี่ยน cell batery ภายในนั้นหลายครั้งที่มีการใส่ cell ผิดแบบ ผิดประเภท จนทำให้เครื่องพังได้ครับ

7. อย่าลืมติดตามข่าวสารด้าน Technology จากเว็บไซต์ต่างๆ

เช่น ล่าสุดเราจะได้ยินข่าวแบตเตอรี่โน้ตบุ๊ค ระเบิด ซึ่งทางบริษัทผู้ผลิต ก็ได้ทำการแจ้งข่าวสารผ่านทางหน้าเว็บไซตืของผู้ผลิตเอง เรียก Battery รุ่นที่มีปัญหากลับคืน เพื่อเปลี่ยนรุ่นใหม่ ให้เป็นต้น

ซึ่งสิ่งต่างๆ เหล่านี้จะช่วยให้ยืดอายุการใช้งาน Battery และ Notebook ของคุณได้นานยิ่งขึ้น อีกทั้งยังสามารถนำไปวิธีนี้ไปใช้งานกับ Battery ในกลุ่มของ Lithium-ion ได้อีกด้วย

เก็บมาฝาก..เพราะอยากให้ทุกคนมีความสุข
1. คิดใหม่ใช้ชีวิตราวกับว่าวันนี้เป็นวันสุดท้าย คนที่ป่วยหนักใกล้ตาย จะไม่ปล่อยเวลาให้สายเกินไปอีกแล้ว จะท่องเที่ยวไปในโลกกว้าง หรือติดต่อพบปะเพื่อนฝูง เราทุก คนก็ควรตระหนักว่าอาจไม่มี “พรุ่งนี้ ” ก็ได้

2. จดบันทึก เขียนเล่าเรื่องถึงสิ่งดี ๆ ที่เกิดขึ้นกับคุณทุกวัน การจดบันทึกช่วย แก้ปัญหาและขจัดเรื่องไม่ดีที่ รกสมองออกไปได้ด้วย

3. มองในแง่มุมอื่นบ้าง ลองคิดว่าคุณอยากให้คนอื่นจดจำคุณในด้านใดหรือหากวันหนึ่งต้องเล่า เรื่องชีวิตตนเองให้หลาน ๆ ฟังคุณจะเล่าอะไร แล้วคุณพลาดการนัดกับเพื่อน เพื่อไปดูหนัง ตอนนี้คุณรู้สึกอย่างไรบ้างเมื่อมองย้อนกลับไป

4. อย่าให้เรื่องเล็กน้อยกวนใจ ไม่คุ้มหรอกที่จะหัวเสียกับเรื่องไม่เป็นเรื่อง หากคนขับรถข้าง ๆ ไม่ยอมให้คุณเบียดเข้าเลน ก็ยิ้มและโบกมือให้เขาไปเลย

5. ทำงานยากให้เสร็จ ลงมือได้แล้ว อย่าผัดวันประกันพรุ่ง โอ้เอ้ไปก็มีแต่ทำให้ หนักใจเหนื่อยกาย ไหน ๆ งานนี้ก็ต้องทำโดยไม่มีทางหลีกเลี่ยง ก็น่าจะทำให้เสร็จ ๆ ไปเลย

6. เลิกทำตัวจำเจ ชีวิตคงน่าเบื่อหากทำอะไรซ้ำซากทุกวันทุกสัปดาห์ เราน่าจะมีเรื่องแปลก ใหม่มาทำให้หัวใจกระชุ่มกระช่วยบ้าง เปลี่ยนแปลงตัวเองด้านการแต่งกาย ทรงผม ทานอาหารรสชาดใหม่ ๆ

7. อย่าเปรียบตัวเองกับคนอื่น ใครจะมีสระว่ายน้ำ บ้านหลังใหญ่ๆ รถหรูคันใหม่ไม่ต้องสนใจ หากดูให้ดี ๆ คุณอาจพบว่าพวกเขาเหล่านั้นต้องทำงานสัปดาห์ละเจ็ดวัน ไม่มีเวลาเจอคนในบ้านหรือเพื่อนฝูงหรืออาจต้องผ่อนหนี้สินไปอีกหลายสิบปี

8. กำจัดข้าวของรกบ้าน เสื้อผ้า ของเล่น หนังสือเก่า ที่ไม่ใช้แล้ว ยกไปบริจาคเถิดได้บุญกุศล

9. รู้จักเอ่ยคำว่า “ ไม่ ” ไม่ต้องลงมือทำเองทุกเรื่องเพราะชีวิตคุณก็วุ่นวายพออยู่แล้ว

10. รดน้ำต้นรัก รักคู่ครองของคุณอย่างที่เขาเป็นที่คุณคิดว่าเขาเปลี่ยนไปนั้นเป็นความจริงหรื อท ุกอย่างเมื่อใช้งานไปได้ระยะหนึ่งก็ต้องบำรุงรักษาเป็นของธรรมดา ความสัมพันธ์ฉันสามีภรรยาก็เช่นกัน ต้องมีการดูแลใจใส่กันบ้าง

11. อย่าให้ความคุ้นเคยกลายเป็นไม่ไว้หน้า หากคุณให้เกียรติเพื่อน หรือผู้อื่น คู่ครอง และคนในครอบครัว คุณก็ควรได้รับการปฏิบัติแบบเดียวกัน

12. มอบความรักให้คู่ครอง ครอบครัว และเพื่อน ๆ อย่าเขินที่จะบอกคนเหล่านี้ว่า คุณ “ รัก ”พวกเขาตรงไหน เมื่อ เขาทำอะไรดี ๆ ก็กล่าวคำชื่นชมบ้าง คำชมเล็ก ๆ น้อย ๆ ไม่เคยทำร้ายใคร

13. อย่ารับปรับทุกข์ทุกเรื่อง หากปัญหาของเพื่อนเริ่มมีผลกระทบต่อตัวคุณก็ไม่ต้องฝืนทำตัวเป็นเสาหลักให้เขา พิ งอยู่เรื่อยไป ให้เพื่อนหัดแก้ปัญหาและก้าวเดินไปข้างหน้าด้วยตัวเอง

14. ติดต่อเพื่อนเก่า ยังไม่สายเกินไปที่จะโทรศัพท์ ส่งอีเมล์ หรือเขียนจดหมายถึงเขา ส่ง SMS

15. บำรุงอารมณ์ด้วยสีเขียว ตัดดอกไม้สดจากสวน หรือตื่นแต่เช้าไปตลาดซื้อดอกไม้ที่สดใสนำมาใส่แจกัน

16. ไปทะเลกันดีกว่า ทิวทัศน์กว้างไกล สายลม เกลียวคลื่น สองเท้าเปลือยเปล่าย่ำบนผืนทราย และแสงแดดลูบไล้แผ่นหลัง ไม่มีอะไรทำให้จิตใจเริงรื่นชื่นบานได้ดีกว่านี้อีกแล้ว

17. สร้างสรรค์ผลงาน จะเป็นภาพเขียน เย็บปักถักร้อย อบขนม จัดสวน หรืออะไรก็ได้

18. สูดอากาศบริสุทธิ์ ออกไปข้างนอกหรือเปิดหน้าต่างกว้าง ๆ สูดหายใจให้เต็มปอด คุณจะรู้สึกว่าอากาศเสียถูกขับออกจากตัว

19. ออกไปเดินเล่น การออกกำลังกายเบา ๆ จะช่วยเติมชีวิตชีวาให้คุณทั้งร่างกายและจิตใจ

20. ดูหนังตลกและหัวเราะให้สบายใจ

21. ย้ายเครื่องเรือนและของแต่งบ้าน หรืออาจทาสีห้องและผนังใหม่ด้วย

22. รอคอยสิ่งดี ๆ เช่น วันหยุดพักร้อน ออกท่องราตรีกับเพื่อนฝูง ไปดูหนัง ฟังเพลง หาร้านอาหารอร่อย ๆ ที่ไม่เคยไป รอโทรศัพท์จากคนรู้ใจ

23. ชวนเพื่อน/ คนรู้จัก หรือใครก็ได้ มากินมื้อค่ำ จัดห้องโต๊ะอาหารที่บ้านให้แปลกไปจากเดิม เสริฟ์เครื่องดื่มค็อกเทล เปิดเพลงเสริมบรรยากาศ สนุกกับการเตรียมอาหาร ทุกคนจะปลาบปลื้มหากเห็นว่าคุณทุ่มสุดฝีมือแล้วค่ำ คืนนั้นก็จะครึกครื้น

24. ยิ้มไว้ ยิ้มเป็นโรคติดต่อ ไม่เชื่อลองยิ้มดูสิ

25. ทำให้คนอื่นมีความสุขบ้าง ทำเพื่อตัวเองมามากแล้วก็น่าจะทำเพื่อคนอื่นบ้าง อาสาช่วยงานกุศล บริจาค พากันไปท่องเที่ยวหาความสุข หรือช่วยทำอะไรก็ได้ที่ทำให้คนอื่นมีความสุข

การผ่อนครายความเครียดหลังการทำงาน

หากจะพูดถึงความเครียด คนส่วนใหญ่ได้ฟังแล้วก็เกิดอาการเซ็ง เบื่อขึ้นมาทันที เพราะหากหลีกเลี่ยงได้ ก็ไม่อยากยุ่งเกี่ยวสักนิด แต่รู้หรือไม่ว่าอันที่จริงแล้ว ความเครียดแต่น้อยมีประโยชน์ เพราะทำให้เรามีความกระตือรือร้น เป็นแรงพลักดันให้เกิดแนวคิดใหม่ๆ อยู่เสมอ อย่างไรก็ตามถ้ามีมากเกินพอดี ก็ส่งผลกระทบต่อสุขภาพร่างกาย เช่น ทำให้อัตราการเต้นของหัวใจเร็วขึ้น กล้ามเนื้อตึง มือเท้าเย็นและสั่น ท้องอืด ฯลฯ วิธีแก้เครียดก็มีให้เลือกหลายอย่าง แล้วแต่ความชอบของแต่ละคน เช่น ฟังเพลงเบาๆ ดูหนัง ไปสังสรรค์กับเพื่อน ฯลฯ
ออกกำลังกายเป็นวิธีคลายความเครียดอย่างหนึ่งที่ทุกคนควรทำ เพราะช่วยลดอาการตึงของกล้ามเนื้อ รู้สึกสดชื่น ทำให้นอนหลับอย่างเต็มอิ่ม แต่สำหรับคนที่ไม่มีเวลาไปออกกำลังกาย หรือเผชิญกับความเครียดแบบฉับพลันทันด่วน เรามีเคล็ดลับผ่อนคลายเล็กๆ น้อยๆ มาฝากให้ลองทำดูดังนี้
หากรู้สึกเครียดมาก ให้ยืนมองออกไปนอกหน้าต่าง สูดหายใจเข้าลึกๆ ช้าๆ นับ 1-10 จากนั้นกลั้นลมหายใจประมาณ 10 วินาที และผ่อนลมหายใจออกช้าๆ พร้อมกับร้อง “อา” ยาวๆ ทำประมาณ 2 ครั้ง
สำหรับคนที่ทำงานหน้าโต๊ะทั้งวัน อาจมีปัญหาเรื่องปวดหลัง คอและไหล่ วิธีช่วยให้รู้สึกดีขึ้นคือ ลุกเดินไปมารอบๆ ห้อง พร้อมกับหมุนไหล่ไปข้างหน้าและหลัง เวลาเราทำงานมักไม่สังเกตอารมณ์ตนเองว่าเป็นอย่างไร ดังนั้นหากจะป้องกันความเครียดอันดับแรกที่ควรทำคือ การสังเกตลมหายใจตนเอง เพราะหากเรารู้สึกประหม่า ตึงเครียด ลมหายใจจะสั้น หายใจถี่ วิธีแก้คือ หายใจลึกๆ ก่อนหนึ่งครั้ง จากนั้นให้หายใจยาว เท่ากันสม่ำเสมอ จนกระทั่งหายใจเป็นปกติ
ในวันหยุดพักผ่อนอยู่บ้าน การทำสวน หรือพาสัตว์เลี้ยงไปเดินเล่น ก็เป็นกิจกรรมที่ผ่อนคลายความเครียดได้ดีเช่นกัน
เวลาไปออกกำลังกายแบบแอโรบิค ไม่ควรแข่งขันกับตนเอง ฝืนเล่นจนเกินไป เพราะจะยิ่งทำให้เกิดความเครียดเพิ่มขึ้น ให้เล่นอย่างสบายๆ ไม่จำเป็นต้องเต้นตามครูฝึกสอนให้ทัน
คุณสามารถผ่อนคลายความเครียดได้ทั้งที่ทำงาน หรือที่บ้าน ที่สำคัญคือต้องทำในที่เงียบ เพื่อว่าจะได้มีสมาธิ ไม่นำเรื่องยุ่งยากมาคิดให้รกสมองอีก หรือคุณอาจเลือกคุยกับเพื่อน ปรึกษาคนในครอบครัว อย่าเก็บมาคิดคนเดียวจนสุขภาพเสีย เพราะรักษาไม่คุ้มกันค่ะ